กรุงเทพฯ สู่เมืองหนังสือโลก หรือคนขาหักจะลงแข่งมาราธอน?

                เป็นที่วิจารณ์กันมาพักหนึ่งแล้ว สำหรับโครงการของกกทม.ที่ต้องการจะผลักดัน กรุงเทพฯให้เข้าชิงการเป็น World Book Capital หรือเมืองหนังสือโลก ในปีค.ศ.2013ของยูเนสโก ด้วยงบกว่า 280 ล้านบาท

            จะว่าไปก็เป็นเจตนาที่ดีต่อสถานการณ์การอ่านไทย ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าอ่อนแอแค่ไหน  แต่เพราะหลายๆอย่างเริ่มนำเสนอ  โดยเพราะแบบแผน มหานครแห่งการอ่าน ที่ล่าสุดก็พึ่งจะจัดงาน สมัชชาการอ่าน ซึ่งมีหลายองค์กรเข้าร่วมโดยเฉพาะครูจากโรงเรียนต่างๆ  โดยบอกว่าจะนำประเด็นจากการหารือนำเสนอต่อยูเนสโก

            ประเด็นทั้งหลายเริ่มจะแปร่งๆ อาทิ เน้นไปยังสถานที่ห้องสมุดว่าควรจะสะอาดสวยงาม,การตั้งห้องสมุดตามห้างสรรพสินค้าด้วนโมเดลแบบ “ ที่เคปาร์ค ” ซึ่งต้องจ่ายค่าเช่าปีละหลายๆล้าน

            หรือการที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ม.ร.วสุขุมพันธุ์ บริพัตร เน้นย้ำว่าในกทม.มีการดำเนินงานหลายอย่างอยู่แล้ว โดยมีห้องสมุดถึง 430 โรงเรียน ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ 35 แห่ง บ้านสู่ชุมชน 15 แห่งและคาราวานความสุข ซึ่งเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่อีก 7 คัน รวมถึงเรามีจุดเด่นคือเป็นศูนย์กลางหนังสือและการอ่านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะรางวัลซีไรด์ก็อยู่ที่กทม.

            “แต่ต่อให้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  เพราะงานที่ทำจุดหมายสำคัญ คือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านอย่างยั่งยืน” ม.ร.วสุขุมพันธุ์กล่าวไว้

            เป็นความตั้งใจที่น่านับถือ แต่ทิศทางอยู่ในทิศทางที่เหมาะสมแล้วจริงหรือ? คงไม่ใช่แต่เราที่สงสัย เพราะงั้นเพียงวันเดียวหลังจากงานสมัชชา ถนนทุกสายจึงราวกับจะมุ่งสู่สุขุมวิท 24 ที่ตั้งแห่ง สนพ.ผีเสื้อ

เพื่อขอพูดคุยกับ มงกุฎ  อรฤดี ผู้ที่ศึกษาเรื่องหนังสือในเมืองไทยมาถึง 40 กว่าปี

            ก่อนที่จะถึงคิวในช่วงเย็นย่ำ มงกุฎให้สัมภาษณ์มาตั้งแต่เช้าถึงประเด็นดังกล่าว “ฮ็อตจริง อะไรจริง”เราแอบแซว

            มงกุฎหัวเราะเสียงดัง  ก่อนบอกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาในวันเดียวกัน ถือเป็นโชคไม่ดีของเขาที่บังเอิญรู้ปัญหามาแต่ไหนแต่ไร  ไม่ได้เจตนาจะขัดใจใคร

 

            เขาคงนึกว่าผมผมเคยพูดอะไรและเคยทำอะไรไว้และคงนึกภาพออกว่าสิ่งที่ กทม.จะทำเป็นแผนแบบไหน

            “280 ล้านนับว่าน้อยถ้าทำอย่างเข้าใจและมีเป้าหมาย แต่ถ้าทำเพื่อที่จะประกาศว่าเสนอตัวให้ยูเนสโกก็นับว่ามากเกินไป แม้แต่ 280 บาทก็มากเกินไป ถ้าคุณทำโดยที่คุณไม่รู้” มงกุฎว่า

            เขากำลังมองว่าการเสนอตัวเป็นเมืองหนังสือโลกนั้น เป็นเรื่องที่ดีมากหากว่าพร้อม  โดยทุกเมืองที่เคยได้รับเลือกจะมีจุดร่วม 3 อย่างคือ มีการผลิตหนังสือที่ดี การเผยแพร่หนังสือที่ดีและการอ่านหนังสือที่ดี ซึ่งในเมืองไทยไม่มี

            “เมื่อเราพูดถึงหนังสือนั้นต้องประกอบด้วย1.การผลิต 2.การเผยแพร่ 3.การอ่าน ต้องครอบคลุมทั้งหมด ทำอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่ได้ผล ข้อสำคัญที่สุดคุณมีวิธีอะไรที่จะนำเสนอว่า  โดดเด่นกว่าคนอื่น

มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

            อย่างที่เดลินิวส์ เมื่อปี2003  อินเดียยังแย่แต่ในท่ามกลางความจน ฝุ่น เมืองสกปรก กลับมีหนังสือขายอยู่ริมถนนทุกหนทุกแห่ง นักเขียนอินเดียผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด  มีชื่อระดับชาติระดับโลก  หนังสือทุกมุมโลกมีขายในอินเดีย เขาประกาศเลยว่าเป็นเมืองที่เผยแพร่หนังสือมากที่สุดในโลก

            “หรือที่เบรุตได้ปี 2009 นั้นเป็นช่วงสงครามกลางเมืองของเลบานอนเลยนะ  แต่เบรุตทำให้กรรมการทึ่งได้  เนื่องจากพยายามให้คนของตัวเอง่านหนังสือ  เพื่อผ่อนคลายความเครียดของสงคราม

ในบังเกอร์  อุโมงค์ หลุมหลบภัยทุกแห่งมีห้องสมุด  โดยเอาหนังสือไปกองๆ สุมๆกัน จนจนกระทั้งสงครามค่อยๆ สงบลงทุกอย่างดีขึ้น อุโมงค์หลุมหลบภัย ก็ยังเป็นร้านขายหนังสือ

            “แต่ละเมืองๆ มีจุดเด่นและเป้าหมายที่ทำเพื่อคนของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประกวด รางวัลเป็นผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นหลังทำงานนี้เพื่อคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีคิดชะใหม่ วิธีคิดที่เป็นจริง”

            ถ้าหากต้องการทำโปรเจ็คต์นี้ เขาจะมีวิธีคิดเป็นจริงอย่างไร…เราสงสัย  “ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย ถึงกฎหมายที่ว่าด้วยสิ่งก่อสร้างใน กทม.มีอะไรบ้างที่จะแก้ไขได้เช่น เราอยากจะมีห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าทุกแห่งใน กทม.ภายใน 6เดือนข้างหน้า  เราจะแก้กฎหมายฉบับไหน แล้วบังคับให้ห้างต้องมีห้องสมุดในอัตราส่วนเท่านี้ๆ พื้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป

            “คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร โรงงานมีอยู่ทั่วกทม. บังคับเลยให้มีห้องสมุดกทม. เพียงแต่จัดหาหนังสือให้  เขาไม่ต้องเดินไปห้องสมุดไกลๆ บรรณรักษ์เราก็ส่งนักศึกษาที่เรียนสาขานี้ๆไปฝึกงาน

 

            “เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยเสนอ กทม.ว่า   ตั้งห้องสมุดร้อยแห่งภายในชั่วพริบตา   โดยไม่ต้องใช้สตางค์มาก วิธีคือหามัสยิดสัก 50 แห่ง หาร้านหนังสือให้เช่าหรือร้านหนังสือที่กำลังจะเจ๊งสักห้าสิบแห่ง  แล้วเอาระบบหนังสือหมุนเวียนไปใช้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีในประเทศไหนในโลกเคยทำแต่ กทม.กลับตอบมาว่าไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่นโยบาย

            “ตอนนี้เราทำแล้วที่กระบี 8 มัสยิดและได้ผลดีจริงๆ  เขาเจอกัน ก็ทักทายกันว่าอ่านหนังสือเล่มนั้นหรือยัง หนังสือที่ยืมไปสนุกไหมอ่านเสร็จแล้วมาแลกกันหน่อย วัฒนธรรมเกิดขึ้นแล้วโดยที่เราไม่ได้พูดว่าวัฒนธรรมการอ่านแม้นแต่นิดเดียว

            “ทั้งหมด  กทม.ทำได้เอง  โดยใช้งบแค่เพียงหนังสือ ค่าขนส่ง  ค่าจัดกิจกรรมเท่านั้น สถานที่เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กมาก เราไม่ต้องสร้างอาคาร  ไม่ต้องเสียเงินเป็นร้อยๆล้าน  แบบที่เคปารค์ ที่ยังต้องจ่ายค่าเช่ารายปีอีกหลายล้าน

            “280 ล้านนี้ทำได้ทุกสิ่งในเวลา 6 เดือน ข้างหน้า อาจไม่ถึงด้วยซ้ำ  เป็นวิธีเฉพาะหน้าที่ดีและเร็วที่สุด”

            มุงกุฎยืนยันว่าการเข้าชิงเป็นเมืองหนังสือโลก คือเรื่องที่ดี แต่ควรแข็งแรงก่อน ไม่ใช่ขาหักเข้าเผือกแล้วยังขอลงแข่งมาราธอน คิดหาวิธีอย่างเข้าใจโครงสร้างและระบบหนังสือเมืองไทย ไม่ใช่เพียงหน้าตาบนเวทีโลก

            ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้หยุดทบทวนกันสักครู่ แล้วพิจารณาสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำ บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เรามี และสิ่งที่สำคัญสุดที่น่าจะตรงใจหลายๆคนก็คือ

            “อย่าทำเพื่อส่งประกวด แต่ทำเพื่อคนของตัวเองก่อน”

 

ที่มา : มกุฎ อรฤดี หนังสือพิมพ์มติชน  ฉบับประจำวันที่ 5  กพ.54        


Related topic:
  • กทม.เตรียมเสนอชื่อแข่งเป็นเมืองหนังสือโลก
  • World Book Capital 2
  • เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือ
  • สมัชชาการอ่านเพื่อรณรงค์ให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน
  • เมืองหนังสือโลก คืออะไร?
  • Facebook comments:

    One Response to “กรุงเทพฯ สู่เมืองหนังสือโลก หรือคนขาหักจะลงแข่งมาราธอน?”

    1. MooWan Says:

      ขออนุญาตแก้ไขชื่ออาจารย์ค่ะ
      มกุฏ อรฤดี ค่ะ ไม่มี งอ งู และเป็น ฏอ ปฏัก ค่ะ

    Leave a Reply

    :D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: