นักเขียนกับการอ่าน

ที่มา :จากคอลัมน์ จันทร์ทรงกลด โดยจรูญพร ปรปักษ์ประลัย,
หนังสือพิมพ์จุดประกายวรรณกรรม ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2543
รวบรวมโดย กลุ่ม We are happy. วันที่ 9 กรกฎาคม 2550

 
 


                     คนทำงานศิลปะสายไหนก็หลงใหลในงานศิลปะสายนั้น นักเขียนก็เช่นกัน นักเขียนที่ไม่รักการอ่าน ไม่ลุ่มหลงในศิลปะของการสื่อสารด้วยภาษา คงเป็นนักเขียนที่แปลกประหลาด จนอาจถึงขึ้นเป็นไปไม่ได้
                 นักเขียนกับการอ่านเป็นของคู่กัน แต่การอ่านหนังสืออย่างเดียวคงไม่พอสำหรับการจะหยิบปากกาขึ้นมาเขียน เพราะนักเขียนจะต้อง อ่านโลกอ่านชีวิต ควบคู่กันไปกับการอ่านหนังสือด้วย
          
     “อ่านโลก” คือ การอ่านแบบมองออกไปนอกตัวเรา มองสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม มองก้าวเดินของวิทยาการต่างๆ เปิดดวงตารับรู้ และพยายามทำความเข้าใจกับมัน
                “อ่านชีวิต” คือ การอ่านแบบมองกลับเข้ามาในตัวเราเอง เพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นสัจจะแห่งชีวิต ด้วยคำถามที่ว่า ชีวิตคืออะไร ในแต่ละนาทีเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในชีวิตเราบ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรืออารมณ์ความรู้สึก เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ มากระทบ
                การที่เราเข้าใจโลก และชีวิตมากเพียงพอ ทำให้เราอ่านหนังสือต่างๆ ได้ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะการอ่านหนังสือให้เข้าใจนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะของคนๆ นั้น โดยเฉพาะหนังสือที่ซ่อนความหมายระหว่างบรรทัดไว้ให้เราต้องค้นหา อย่างเช่นงานวรรณกรรม
แต่ในขณะเดียวกันการอ่านหนังสือมากๆ ก็ทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตได้ง่ายขึ้น เพราะแม้หนังสือจะไม่ได้นำเราไปสัมผัสกับโลกและชีวิตโดยตรง มันก็เหมือนเป็นแผนที่นำทางซึ่งชี้ทิศทางที่เราจะก้าวเดินต่อไป
                มีหนังสือหลายประเภทที่ทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของโลก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สารคดี หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ที่ตีข่าวและบทความต่างๆ ในแต่ละวัน
เช่นเดียวกันก็มีหนังสือดีอีกมากมายที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น ได้แก่ หนังสือแนวปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ชีววิทยา มานุษยวิทยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรม ฯลฯ
                การอ่านโลกและอ่านชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับการอ่านหนังสือ เพราะการอ่านทั้งสามอย่างจะเกื้อหนุนกันและกัน ทำให้เราเติบโตขึ้นไม่หลงวนอยู่แค่โลกแคบๆ ใต้กะลาผุอีกต่อไป
                การอ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนบ่อยๆ การอ่านแต่ละครั้งเป็นการสะสมประสบการณ์ ทำให้การอ่านครั้งต่อไปง่ายขึ้น ปัญหาก็คือการอ่านมักถูกวางให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในระบบการศึกษา เมื่อการเรียนสิ้นสุดลง การอ่านของหลายๆ จึงสิ้นสุดลงด้วย พัฒนาการทางการอ่านที่กำลังเติบโต จึงกลายเป็นเหมือนต้นไม้ที่แคระแกน เพราะขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง โตอยู่แต่ไหน ก็อยู่แค่นั้น
                ผมเคยได้รับคำถามทำนองว่า ถ้าเราอ่านหนังสือสักเล่มจากต้นจนจบแล้วรู้สึกว่า ตัวเองไม่เข้าใจอะไรในนั้นเลยจะทำอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบไปตามประสาผมว่า ช่างมันสิครับ อย่าตกอกตกใจ คิดว่าตัวเองผิดปกติ หรือไม่ฉลาดพอเมื่ออ่านหนังสือไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่เหมือนคนอื่น การอ่านเป็นเรื่องของทักษะและวุฒิภาวะที่สอดคล้อง สิ่งที่เราอ่านไม่เข้าใจในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันเข้าใจมันตลอดชีวิต
                เมื่อครั้งที่ผมบ้าหนังสือใหม่ๆ ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่มัธยมต้น หนังสือเกือบทุกเล่มที่อยู่ในห้องสมุด จะถูกผมหยิบจับขึ้นมาพลิกอ่านแทบทั้งสิ้น หลายเล่มผมอ่านจากต้นจนจบ โดยที่เข้าใจมันน้อยมาก อย่างเช่น
หมู่บ้านอาบจันทร์ ของ มาลา คำจันทร์ ที่ความละเมียดละไมและซับซ้อนของภาษแทนที่จะเป็นความงามในความรู้สึกของผม กลับกลายเป็นปัญหา ทำให้ยากสำหรับผมที่จะผ่านเข้าไปทำความเข้าใจกับมันได้ หรือย่างรวมเรื่องสั้น ขอแรงหน่อยเถอะ ของ ศรีบูรพา ผมก็อ่านโดยไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า คุณค่าของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงไหน เพราะในเวลานั้น ความสนใจของผมในเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมไม่มีอยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่น้อย
               น่าแปลกที่ผมอ่านหนังสือเหล่านี้จนจบ โดยบอกกับตัวเองว่า สักวันผมจะหยิบพวกมันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง และถ้าครั้งต่อไปผมยังอ่านไม่รู้เรื่อง ผมก็จะหาโอกาสอ่านซ้ำอีก และอ่านซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจ
               ปัญหาการอ่านในทุกวันนี้อยู่ตรงการที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ไม่ได้รับการฝึกฝนทักษะการอ่านที่เหมาะสมกับวัย เมื่อโตขึ้นจึงยังรู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องยาก พอรู้สึกยากก็ไม่อยากอ่าน และไม่พยายามฝึกฝนเพราะคิดว่าการอ่านหนังสือ “ออก” เป็นเรื่องเดียวกับการอ่านหนังสือ “เป็น” สุดท้ายความสามารถในการอ่านก็เลยหยุดนิ่งอยู่กับที่
               ความชำนาญในเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการอ่าน ถ้าไม่ฝึกบ่อยๆ สนิมก็จะเกาะ คนที่อ่านหนังสือทุกวัน จะอ่านได้คล่อง แต่คนที่นานๆ อ่านหนังสือที ทุกครั้งที่เริ่มต้น จะเป็นความยากลำบากเสมอ
                 ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไม่อ่านหนังสืออยู่ที่ตรงความกลัวการอ่าน ซึ่งอาจมีที่มาจากความทรงจำที่ไม่ดีในวัยเด็กว่า การอ่านเป็นเรื่องยาก ต้องตีความต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนเขียนออกมาให้ได้อย่างถี่ถ้วน ลึกซึ้ง ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง หากแต่วิธีการต่างหากที่ผิด
               ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าการอ่านเป็นความสุข และเป็นเรื่องสนุกที่จำได้รู้สึกนึกคิดตามผู้เขียน แต่เราทำให้มันเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นศาสตร์ที่มีถูกมีผิดที่แน่นอนตายตัว ทำให้เด็กๆ เกร็งที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาได้อ่านผิดไปจากครู ทั้งๆ ที่ความจริง คนแต่ละคนอยู่ในโลกคนละโลก แม้แต่คำง่ายๆ อย่างคำว่า “แม่” แต่ละคนก็มองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกันแล้ว ประโยคยาวๆ ที่ร้อยต่อกันเป็นเรื่องราว ความคิดฝันต่างๆ เมื่อมองด้วยสายตาของคนแต่ละคน ย่อมเห็นเป็นภาพที่แปลกแตกต่างอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
               หนังสือหลายๆ เล่ม เราสามารถอ่านได้อย่างสบายๆ แต่การสอนให้คิดและค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่อย่างผิดๆ ทำให้เราหลงทางในลักษณะของคนคิดมาก ยกตัวอย่างเช่น งานของ จ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย เป็นงานที่เรียบง่าย ใกล้เคียงกับภาษาของเด็กๆ หากแต่เรานิ่งสงบ เพื่อสัมผัส- รับรู้อารมณ์อันอุ่นและแสนสบายที่ส่งผ่านเข้ามา ไม่ใช่ตั้งตาค้นหาว่าจ่างต้องการบอกอะไรในงานกวีนิพนธ์ของเขา ซึ่งนั่นทำให้เรามองข้ามสิ่งที่อยู่งานชิ้นนั้นจริงๆ และทำให้การอ่านที่มีความสุข กลายเป็นงานอันน่าเบื่อ
               คนส่วนใหญ่จึงเปิดใจให้กับสื่อง่ายๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไรมากก็รับรู้และเข้าใจได้ อย่างเช่น ภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพียงแต่ผมเสียดายแทนที่พวกเขาไม่ได้อ่านหนังสือและมีความสุขกับมันเหมือนผมก็เท่านั้น.................

..............................................................................

** แม้บทความเรื่อง "นักเขียนกับการอ่าน" โดยคุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย จะตีพิมพ์ ลงในหนังสือพิมพ์จุดประกายวรรณกรรม ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2543 แต่เมื่อได้อ่านในคราวนั้นเห็นว่าเป็นบทความที่แสดงทัศนะ ถึงเรื่องหนังสือและการอ่านไว้อย่างมีคุณค่า จึงนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ และขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความเป็นอย่างสูง

กลับหน้าแรก