ห้องสมุดประชาชน ไม่ใช่สถานที่ของประชาชนไปอ่านหนังสือ
“การอ่านเป็นวาระของชาติ” เป็นคำขวัญให้ความสำคัญการอ่าน ที่กระทรวงศึกษาธิการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แล้วโฆษณาผ่านสื่อต่างๆขณะเดียวกัน สื่อต่างๆ พากันเสนอข่าวว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยกว่าคนชาติอื่นๆ บางคนไม่อ่านเลย
ถ้าการอ่านเป็นวาระของชาติ แต่ “ของชาติที่ไม่อ่าน” (หนังสือ) แล้วที่คิดคำขวัญให้เป็นวาระของชาติจะมีประโยชน์อะไร?
“การอ่านเป็นวาระของชาติที่ไม่อ่าน” คงมาจากหลายสาเหตุด้วยกันจนรวบรวมไม่หมด
มีอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุสำคัญคือ “ห้องสมุด” เช่น “ห้องสมุดประชาชน” ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ดูแลทั่วประเทศ
แต่ ศธ. และ กศน. จะรู้หรือไม่ว่า ห้องสมุด “ประชาชน” ไม่ใช่สถานที่ของ “ประชาชน” ไปอ่านหนังสือ หากเป็นของราชการที่อยู่ในอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของราชการ
ห้องสมุดประชาชนจึงไม่สนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ เพราะมุ่งแต่สนองความต้องการของ “นาย” ในกระทรวงทบวงกรมที่เป็นผลผลิต “ของชาติที่ไม่อ่าน”

เมื่อวงจรอุบาทว์เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว ในห้องสมุดประชาชนก็ไม่มีหนังสือน่าอ่าน ถ้าจะมีอยู่บ้างก็เป็นหนังสือพ้นสมัยและล้าสมัย ไม่น่าอ่าน
หนังสือน่าอ่านจะมีน้อย แต่หนังสือไม่น่าอ่านจะมีมากเต็มไปหมด เพราะผู้อำนวยการที่ดูแลห้องสมุดหาหนังสือ “ราชการ” เล่มโตๆ มายัดให้เต็มชั้นหนังสือ เพื่อให้ “นาย” มาตรวจ จะได้ประจบสอพลอด้วยการแสดงประสิทธิภาพกับประสิทธิผลหลอกๆ ของตน
แต่ประชาชนชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นเสียโอกาสมหาศาล
ในที่สุด ประชาชนก็ไม่เข้าห้องสมุดประชาชน เพราะราชการไม่ได้ทำเพื่อสนองความต้องการของประชาชน แล้วประชาชนก็ไม่มีสิทธิไม่มีเสียงว่ากล่าวใดๆ เพราะห้องสมุดประชาชนไม่ใช่ของประชาชน แต่เป็นของราชการ และอยู่ในอำนาจราชการ
การอ่านจึงเป็นวาระของชาติที่ไม่อ่านด้วยประการฉะนี้
แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องพยายามต่อไปจนสุดใจขาดดิ้น ให้ประเทศไทยเป็น “ชาติที่อ่าน” อย่างสมภาคภูมิกับคำขวัญที่สู้คิดได้ว่า “การอ่านเป็นวาระของชาติ” (ที่อ่าน)
?ที่จริงแล้ว กระทรวงศึกษาฯควรสร้างเครือข่ายไปยังผู้มี “ความรักและศรัทธาอ่าน-เขียน-เรียน-หนังสือ” ยกตัวอย่าง เช่น
คุณมกุฏ อรฤดี (บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) ที่เสนอ “โครงการวิจัยระบบหนังสือหมุนเวียน” และ “การจัดห้องสมุดหนังสือดี 100 แห่งในเมืองหลวงกรุงเทพฯ”
นอกจากนี้ ยังมีคนอื่นๆ อีกมากทั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และอยู่ต่างจังหวัดที่มีความรักและศรัทธาหนังสือกับห้องสมุด และยินดีร่วมมือทุกอย่างให้ห้องสมุดเป็นของประชาชน
แต่แล้วก็ต้องจำนนต่อความจริงที่ว่าบรรดา “นาย” ล้วนเป็นผลผลิตของ “ชาติที่ไม่อ่าน” จึงไม่สร้างเครือข่ายขอความร่วมมือให้เหนื่อยยาก ดังนั้น ประชาชนรอบๆ ห้องสมุดประชาชนต้องทนซวยไปทั้งปีทั้งชาติ
ที่มา : วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11359?มติชนรายวัน คอลัมน์ สยามประเทศไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
Related topic:
One Response to “ห้องสมุดประชาชน ไม่ใช่สถานที่ของประชาชนไปอ่านหนังสือ”




เมษายน 19th, 2009 at 11:22 am
เรียน ผู้เขียนบทความห้องสมุดประชาชน ไม่ใช่สถานที่ของประชาชนไปอ่านหนังสือ
ขอบคุณท่านผู้เขียนบทความทีสะท้อนความรู้สึกในเชิงลบ กระแทกความรู้สึกคน กศน.มาก อยากให้ผู้บริหาร กศน.ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้อ่าน ได้ทราบความคิดเห็นของคนภายนอกที่มอง กศน. และช่วยกันนำเสียงสะท้อนนี้ไปปรับปรุงห้องสมุดในความดูแลของ กศน.อย่าให้ไครมาว่าได้ ช่วยนำเสนอผลงานที่เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของ กศน. ทีได้พยายามพัฒนาปรับปรุงห้องสมุดให้ต่างจากที่ถูกต่อว่า
อยากให้ผู้เขียนไปดูห้องสมุดที่ดี ๆ หลายแห่งของ กศน.ที่ได้รับการพัฒนา ปรับปรุงระบบบริการประชาชน เช่น ห้องสมุดจังหวัดเลย ห้องสมุดจังหวัดขอนแก่น ห้องสมุดจังหวัดอุบลราชธานี บางแห่งได้รับรางวัลจาก TKPARK เราพยายามปรับปรุงห้องสมุดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย กระจายกิจกรรมไปสู่ชุมชน นอกเหนือจากบริการในห้องสมุด แต่เราก็มีข้อจำกัดในหลายแห่งจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมของห้องสมุด งบประมาณในการจัดซื่อหนังสือและจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
คน กศน.