ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างความสามารถในการอ่าน

ผู้เขียน : รศ.ฉวีวรรณ  คูหาภินันทน์ อาจารย์พิเศษโปรแกรมวิชาบรรณารักษศาสตร์ และสารนิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต  บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ที่มา : คัดลอกมาจากวารสารสารสนเทศ ปีที่ 4 ฉบับที่ 1  มกราคม - มิถุนายน 2546

 
 

 

1. วัตถุประสงค์ของการอ่าน เช่น เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อแก้เหงา คลายเครียด หรือเพื่อการศึกษาค้นคว้าเขียนรายงาน อ่านในชีวิตประจำวัน อ่านบทโทรทัศน์ ฯลฯ ความเร็วในการอ่านจะแตกต่างกัน

2. พื้นความรู้ทางการศึกษา และสาขาวิชาที่เรียน เช่น วิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วรรณคดี ฯลฯ จะทำให้เข้าใจเนื้อหาที่มีพื้นความรู้ได้ดี และอ่านได้เร็วขึ้น การอ่านออกเสียงจะถูกต้องเป็นต้น

3. ประสบการณ์หรือภูมิหลังของผู้อ่าน เช่นการเคยไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เมื่ออ่านแล้วจะเข้าใจดียิ่งขึ้น หรือมีความรู้ มีประสบการณ์ด้านคอมพิวเตอร์จะทำให้เข้าใจเร็วขึ้น และอ่านได้รวดเร็ว

4. ความยากง่ายของเนื้อหา มีศัพท์เฉพาะมาก หรือเกินความรู้ของผู้อ่านจะทำให้อ่านได้ช้า

5. ขนาดของตัวหนังสือเล็กเกินไป ผู้สูงอายุและเด็กอ่านไม่ออกเพราะมองไม่เห็น

6. ความสามารถทางภาษา จะทำให้อ่านได้เร็ว เข้าใจง่าย เช่นการอ่านภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆที่มีความสามารถ

7. การมีสมาธิ มีความสำคัญกับการอ่านทำให้อ่านได้เร็วและเข้าใจได้เร็ว จดจำได้ดี

8. ความพิการทางสายตา เช่น สายตาสั้น/ยาว/เอียงตาบอด ตาบอดสี จะมีผลต่อการอ่านมาก

9. ความพิการทางร่างกาย ทำให้หยิบจับวัสดุในการอ่านไม่สะดวก

10. สุขภาพร่างกายไม่ด ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ จึงทำให้หดหู่ เป็นอุปสรรค์ต่อการอ่านเร็ว ทำให้เกิดความจำเสื่อม และเป็นโรคทางสมองที่เป็นปัญหาและอุปสรรค์ต่อการอ่านเช่น โรคออทิสติกและโรคดิสเล็กเซีย เป็นต้น

11. แรงจูงในการทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการอ่าน อันเกิดจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ส่งเสริมการอ่าน เอาใจใส่ดูแลหาหนังสือให้อ่านและช่วยปรับปรุง การอ่าน สนใจสุขภาพร่างกาย การ พาไปพบแพทย์เมื่อเด็กมีปัญหาในการอ่าน และปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องของสายตาและอวัยวะต่างๆ   

ครู  มีวิธีการสอนที่ส่งเสริมการอ่าน ให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าด้วยตนเองตามความสนใจและ
ความถนัดมีกิจกรรมฝึกฝนการอ่านรู้จักคิด วิเคราะห์ด้วยตนเองมากขึ้นได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองสอนให้แข่งขันกับตนเอง รู้จักทำงานเป็นทีมและแข่งขันทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม

บรรณารักษ์ ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สร้างความสามารถในการอ่านจัดกิจกรรมแข่งขันการอ่าน จัดหาหนังสือที่ตรงกับความสนใจและความต้องการเข้าห้องสมุดให้เพียงพอกับจำนวนผู้อ่าน ตลอดจนจัดห้องสมุดให้เป็นแหล่งบริการการเรียนรู้อย่างแท้จริง

โรงเรียน จัดทำและพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งบริการการเรียนรู้ที่หลากหลายและทันสมัยสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับบรรณารักษ์และครูในโรงเรียนมุ่งส่งเสริมการอ่าน การแข่งขันการอ่านทำโครงการฝึกฝนแก้ไขข้อบกพร่องในการอ่านของนักเรียนที่มีปัญหาในการพูดตัวควบกล้ำโดยเฉพาะวัยรุ่นที่ถือว่าเป็นสมัยนิยม หรือนักเรียนที่มีปัญหาในการพูดอาจเป็นความบกพร่องทางสมอง หรือติดสำเนียงท้องถิ่น โรงเรียนอาจจัดให้มี หมอรักษา หรือ คลินิกทางภาษา  ในโรงเรียนขึ้น ทำการวินิจฉัยโรคทางภาษา เพื่อทำการรักษาให้ถูกวิธี ตั้งแต่การทำประวัติ การตรวจ ก่อนบำบัด การทอสอบอ่านข้อความที่เตรียมไว้ การวินิจฉัยโรคและการบำบัดเฉพาะโรคโดยใช้แบบฝึกหัด อาจฝึกครั้งเดียวหาย หรืออาจฝึกทุกๆ วันและไปฝึกด้วยตนเองที่บ้านวันละ  15-30 นาที-1 ชั่วโมง เป็นต้น

12. มีแวว 'อัจฉริยภาพ' เด็ก ซึ่งมีอยู่ 10 แววด้วยกันได้แก่แววนักคิด แววนักวิชาการ แววสร้างสรรค์ แววนักวิทยาศาสตร์ แววนักคณิตศาสตร์ แววผู้นำ แววนักภาษา  แววนักกีฬา  แววนักดนตรี แววศิลปิน โดยเฉพาะแววนักวิชาการ เป็นเด็กมีสมาธิดีเรียนรู้ได้รวดเร็ว ภาษาดี อ่านหนังสือยากๆได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน

ส่วน นักภาษา เป็นเด็กมีสมาธิดีเรียนรู้ภาษาดีเรียนรู้ได้รวดเร็ว มีภาษาก้าวหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ชอบท่องจำ อ่านโคลงกลอน พกหนังสือติดตัวไปทุกที่ ชอบแต่งเรื่อง เขียนเรื่อง มีภาษาพูดเขียนสละสลวยงดงามกว่าเด็กวัยเดียวดัน เข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างถ่องแท้ วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์จากเรื่องที่อ่านได้ ใช้ภาษาสร้างจิตนาการได้ ( 10 วิธี 'วัดแวว' ลูก ทดสอบความเป็นอัจฉริยะ 2546 : 12) เด็กสมองดีมักจะเรียนรู้ได้เร็วและอ่านได้เร็วจะมีไอคิว ตั้งแต่ 110 ขึ้นไปถึง 130 ถ้าอัจฉริยะจะมีไอคิว 130 ขึ้นไป - 135 ซึ่งถือว่า ฉลาดเป็นพิเศษนั่นเอง

13. มีความสามารถพิเศษ หรือมีความถนัดเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ หมั่นศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมจะทำให้อ่านและเข้าใจได้อย่าง   รวดเร็วถึงแม้ความรู้จะไม่สูงนักก็ตาม  เช่น สนใจ กีฬา ดนตรี ฟุตบอล ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว วรรณกรรม ฯลฯ

ดังตัวอย่าง "สมมาตร  ศรีสมาจาร หนุ่มขายเต้าหู้ทอด จบ ปวส. สาขาบัญชี จากโรงเรียนพาณิชยการจรัญสนิทวงศ์ อายุ 25 ปี เจ้าของตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้ 'รถจักรยานยนต์' ได้ ฝ่าฟันจนคว้าตำแหน่งแชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แห่งปีพ.ศ. 2545 ด้วยคะแนนเต็มร้อย" (เกสตาโป 2546 : 7) สมมาตร กวาดรางวัลบ้านพร้อมรถเก๋งมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และเงินสดอีก 1 แสนบาทจากรายการ แฟนพันธุ์แท้ ของโทรทัศน์ช่อง 5 ซึ่ง ปัญญา นิรันดร์กุลเป็นผู้ดำเนินรายการ สมมาตรกล่าวว่าชื่นชอบจักรยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก แต่พึ่งมาศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจังเมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังคิดหาซื้อจักรยานยนต์เป็นคันแรกในชีวิต เขาได้ศึกษาหาข้อมูลจากทุกแหล่ง เช่น หนังสือพิมพ์ แผ่นโฆษณา นิตยสารรถจักยานยนต์ซึ่งราคาค่อนข้างแพงอาศัยยืนอ่านตามร้านหนังสือในศูนย์การค้าเล่มไหนชอบมากๆ จะไปตามหาซื้อจากร้านหนังสือมือสอง / หาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ และไปชมนิทรรศการมอเตอร์โซต์เป็นประจำ

นอกจากนั้นเขายังฝึกหัดฟังเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซต์ที่วิ่งผ่านไปทุกวันขณะที่กำลังขายเต้าหู้ทอดที่ตลาดย่านเพชรเกษมแล้วลองทายดูโดยไม่มองว่าเป็นยี่ห้อและรุ่นอะไร หัดไปหัดมาก็จับเคล็ดได้เมื่อเงยหน้ามองพบว่าสามารถทายถูกถึง 90 เปอร์เซ็นต์

กลับหน้าแรก