สอนลูกให้รักการอ่าน 1

ที่มา : http://www.wattanasatitschool.com คัดลอกมาจาก www.prachathai.com

 

 
 

 

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2544 พบว่า คนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลาอ่านประมาณ 1.28-4.43 นาทีต่อ 1 วัน หลายคนแสดงทรรศนะว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

เพราะภาพผู้คนนับร้อยนับพันที่เบียดเสียดกันเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของหนังสือเล่มโปรดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นสิ่งที่น่าจะประกันความเป็นนักอ่านของคนไทยได้อย่างดีเยี่ยม แต่ความเป็นจริงก็คือ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีประชากรอีกหลายสิบล้านคน ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่มีโอกาสได้อ่าน

การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน จึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่ หรือ จะเรียกได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนของประเทศตน เพราะ หนังสือ คือ แหล่งความรู้ วิทยาการ และทักษะต่างๆทั้งในด้านวิชาการ สังคม และอื่นๆ สามารถบ่มเพาะความคิดของผู้นั้นต่อการมองโลกและชีวิตได้อย่างดี จนมีผู้กล่าวว่า หากผู้ใดรักการอ่านหนังสือ มักจะเป็นผู้รักการเรียนรู้ และการอ่านคือหนทางนำไปสู่ความสำเร็จทั้งชีวิต การงาน และ การศึกษาด้วยเช่นกัน
      

งานวิจัยหลายชิ้นในหลายปีที่ผ่านมาทำให้ประจักษ์ชัดว่า ความสำเร็จของเด็ก ๆ นั้นล้วนมาจากความกระตือรือร้นในการส่งเสริมของพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวแทบทั้งสิ้น ยิ่งได้รับทั้งแรงกระตุ้นในการช่วยเหลือทั้งการสอนการบ้าน การพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อเชื่อมความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน ทั้งหมดล้วนเพิ่มความได้เปรียบของเด็กในสังคม

นอกเหนือจากการช่วยเหลือให้ลูกๆ ได้มีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยลูกๆในเรื่องการเรียนคือ การปลูกฝังการรักการอ่าน ซึ่งในระยะยาวส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในชีวิตต่อไป การอ่าน เปรียบเสมือน กุญแจอันสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โลกกว้างแห่งความรู้ต่างๆให้กับเด็กให้เรียนรู้ หากขาดกุญแจสำคัญดอกนี้แล้วไซร้ ก็เหมือนเด็กถูกทอดทิ้งให้จมอยู่กับโคลนเลนของความโง่เขลารอวันถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่อยไป

สามารถกล่าวได้ว่าเด็กทารกเริ่มการเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ได้ยินเสียงพูดของพ่อแม่ ทุกครั้งที่พ่อแม่เปล่งเสียงพูดคุยกับเขา เสียงร้องเพลงให้เขาฟัง หรือตอบสนองต่อทุกเสียงที่ลูกทำ ทั้งหมดคือ การเรียนรู้ในเรื่องภาษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น โปรดระลึกถึงการเรียนรู้ที่จะพูดของเด็กที่เริ่มจากการพูดคุย การฟัง การอ่าน และการเขียน หรืออย่างที่ไทยๆมักพูดว่า สุ จิ ปุ ลิ นั่นเอง หลักการทั้งสี่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาในด้านภาษาให้กับเด็ก

พึงระลึกเสมอว่า พ่อแม่คือครูคนแรกและครูที่ดีที่สุดสำหรับลูก แม้ว่าพ่อแม่จะไม่ใช่นักอ่านตัวยง แต่พ่อแม่สามารถส่งเสริมนิสัยรักการอ่านนี้ให้กับลูกได้ด้วยความกระตือรือร้นในการส่งเสริมอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้ ยิ่งก่อนวัย 7 ขวบยิ่งส่งผลดีต่อเด็กมากเท่านั้น เพราะวัยนี้โสตประสาทแทบทุกส่วนหรือ สัมผัสทั้งห้าของเด็กไวต่อสิ่งเร้ามาก

ดังคำอธิบาย ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก อธิบายเรื่องการทำงานของสมองเด็กไว้อย่างน่าสนใจว่า "สมองต้องได้รับการเรียนรู้ ต้องได้รับรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติ ตั้งแต่แรกเกิด ทั้งในบ้าน ในชุมชน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน การเรียนรู้ต้องกระทำผ่านผัสสะทั้ง 5 กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน โดยเด็กจะเรียนรู้ผ่านทางรูปภาพและสี พ่อแม่มีหน้าที่ป้อนความรู้ให้เด็ก คนเราต้องรับผัสสะก่อนแล้วจึงไปสร้างความจำ"

ขั้นตอนต่อไปนี้คือขั้นตอนในการสร้างนักอ่านหรือหนอนน้อยของพ่อแม่ โดยให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ของตนเอง หรือ แนวทางในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ต่อไป

  • พูดคุยและร่วมฟัง (Talk and listen).
  • ฟังเรื่องหรือนิทานซึ่งอ่านดังๆ (Listen to stories read aloud).
  • เป็นตัวอย่างในการอ่าน (Pretend to read).
  • เรียนรู้วิธีในการถือหนังสือ (Learn how to handle books).
  • เรียนรู้การพิมพ์และวิธีการทำงาน (Learn about print and how it works).
  • รับรู้ตัวอักษรทั้งการเรียกและรูปร่าง (Identify letters by name and shape).
  • รับรู้การแยกเสียงในภาษาพูด (Identify separate sounds in spoken language).
  • เขียนตัวอักษร (Write with scribbles and drawing).
  • เชื่อมตัวอักษรเข้ากับเสียงที่พูด (Connect single letters with the sounds they make).
  • เชื่อมสิ่งที่ได้รับรู้แล้วกับสิ่งที่ได้อ่าน (Connect what they already know to what they hear read).
  • คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนิทานและบทกวี (Predict what comes next in stories and poems).
  • เชื่อมชุดของคำกับเสียง (Connect combinations of letters with sounds).
  • รับรู้คำง่ายๆในการพิมพ์ (Recognize simple words in print.)
  • สรุปใจความจากนิทาน (Sum up what a story is about).
  • เขียนตัวอักษร (Write individual letters of the alphabet.)
  • เขียนคำ (Write words).
  • เขียนประโยคง่ายๆ (Write simple sentences.)
  • อ่านหนังสือง่ายๆ (Read simple books.)
  • เขียนเพื่อการสื่อสาร(Write to communicate.)

ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางกว้างๆ ในการเรียนรู้ของเด็กต่อเรื่องของภาษาซึ่งจะโยงไปสู่เรื่องของการสร้างนิสัยรักการอ่าน ในเด็กบางคนอาจมีขั้นตอนการเรียนรู้ที่ต่างไปบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และอาจใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ในคราวหน้าจะมีการพูดคุยถึงรายละเ.ยดในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทความนี้มุ่งหวังเพียงจุดประกายให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในรายละเอียด หรือการประยุกต์ใช้จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่เองในการสร้างสรรค์ต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับเด็กในต่างสิ่งแวดล้อม
บ่มเพาะให้เด็กมีความรักการอ่าน สำคัญกว่าการฝึกให้เด็กแค่อ่านหนังสือเป็น เนื่องจากหากเด็กมีลักษณะนิสัยในการรักการอ่านนั้น ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ เขาจะอ่านหนังสือเป็นโดยปริยาย และการอ่านเป็นของเด็กที่รักการอ่านจะมีคุณภาพมากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือเป็นโดยไม่ได้เกิดจากความรัก

 

อ่านหน้าต่อไป  next

กลับหน้าแรก