เมืองหนังสือโลก” ตลาดรวมหนังสือทั้งปีคาดโตแค่10%
เผยไทยพลาดเป็น “เมืองหนังสือโลก” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ไม่เข็ดปีหน้าเตรียมส่งใหม่ ส่วนตลาดหนังสือไทยส่อเค้าโต 10% หลังเจอพิษเศรษฐกิจเล่นงาน เตรียมเดินหน้าดึงฐานคนอ่านที่เป็นเยาวชน คิดเป็น 40% ให้รักการอ่านมากขึ้น ล่าสุดส่งงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 4 กระตุ้นตลาด ลุ้นทั้งปีตลาดรวมมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท
นายธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอให้ “กรุงเทพมหานคร” เป็น “เมืองหนังสือโลก” ต่อองค์การยูเนสโก้เกี่ยวกับการประกวด World Book Capital หรือ เมืองหนังสือโลกประจำปี 2550 ว่า ทางยูเนสโก้ได้ส่งหนังสือประกาสผลออกมาถึงทางสมาคมฯตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฎว่า กรุงอัมเตอร์ดัม แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ คว้าตำแหน่งนี้ไปครองในปีนี้
โดยทางยูเนสโก้ได้ให้เหตุผล 2 หัวข้อใหญ่ที่ไทยพลาดตำแหน่งนี้ไปครองคือ 1.กิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องของหนังสือหรือการอ่านในปีนี้น้อยเกินไป เมื่อเทียบกับทางอัมเตอร์ดัม และ 2.หนังสือหรือกิจกรรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนลของไทยนั้นยังน้อยเกินไปเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น ปัจจุบันไทยมีหนังสือแปลจากต่างประเทศ และหนังสือไทยที่แปลเป็นภาษาต่างประเทศยังมีน้อยอยู่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามทางสมาคมฯคาดว่าจะมีการพูดคุยกับทางผู้ว่าราชการกรุงเทพฯอีกครั้ง ในเรื่องที่จะมีการขอเสนอชื่อเป็น เมืองหนังสือโลก ในปีต่อไปด้วย ซึ่งคาดว่าความน่าจะเป็นไปได้นั้นมีสูง เช่นเดียวกับทางกรุงอัมเตอร์ดัม ที่กว่าจะได้เป็นเมืองหนังสือโลกนั้น ก็ได้มีการยื่นไปถึง 2 ครั้ง
สำหรับการประกวด World Book Capital เป็นโครงการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” ร่วมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์นานาชาติ เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านในระดับเมืองและระดับประเทศของเมืองนั้นๆ และยังส่งผลต่อการส่งเสริมการอ่านในระดับนานาชาติอีกด้วย โดยตั้งแต่ พ.ศ.2544 – ปัจจุบัน
ตลาดหนังสือโต 10%
อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดหนังสือในไทยนั้น นับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้น พบว่ายังมีการเติบโตที่ดีอยู่ประมาณ 10% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตประมาณ 20% คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังนับจากนี้ ยังคงคาดว่าการเติบโตยังจะไปในทิศทางเดิม หรือมีการเติบโตประมาณ 10% เช่นเดียวกัน
“ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบมากแค่ไหนก็ตาม แต่ยังมั่นใจว่าตลาดหนังสือยังสามารถเติบโตได้อยู่ เพราะเชื่อว่า หนังสือเป็นความบันเทิงที่ถูกที่สุด ที่ผู้ปกครองจะยังคงส่งเสริมให้เยาวชนอ่านหนังสือเช่นเดิม ดังนั้นการที่เยาวชนจะขาดปัจจัยในการซื้อหนังสืออ่านนั้น คงเป็นไปได้ยาก อีกทั้งราคาเฉลี่ยของหนังสือปัจจุบันอยู่ที่ 120 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นราคาที่ยังคงจ่ายได้” นายกสมาคมฯกล่าว
ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าว ยังถือว่าตลาดหนังสือยังดีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้อ่านอย่างเยาวชน จากการวิจัยของทาง เอแบคโพลพบว่า พฤติกรรมการอ่านหนังสือของเยาวชนอายุระหว่าง 12-23 ปี จำนวนกว่า 4 ,000 ราย ใน 5 หัวเมืองใหญ่ (กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ชลบุรี, ขอนแก่น และสงขลา) พบว่า เยาวชนประมาณ 30%ใช้เวลาในการอ่านหนังสือมากขึ้น คิดเป็นอันดับที่สอง รองจากการเล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนอันดับที่สามคือการโทรศัพท์
สำหรับผลวิจัยดังกล่าวนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี ในเรื่องของการรักการอ่านของคนไทย โดยเมื่อเทียบสัดส่วนของฐานคนอ่านในตลาดหนังสือแล้ว ฐานใหญ่ที่สุดกว่า 40% จะเป็นหนังสือสำหรับเยาวชน อายุระหว่าง 12-23 ปีอันดับสอง คือ หนังสือสำหรับเด็กเล็ก รองลงมา ได้แก่ นิยาย และหนังสือแปล
ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างฐานคนอ่านในกลุ่มเยาวชนให้เพิ่มขึ้น ทางสมาคมฯจึงได้จัดงาน “เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 4” ขึ้น บนพื้นที่การจัดงานกว่า 11,000 ตารางเมตร และมีสำนักพิมพ์ที่ร่วมออกงาน 154 ราย จำนวน 309 บูธ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ความรู้ทำทุกสิ่งให้เป็นจริงได้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 6-11 กรกฎาคม 2549 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น
โดยการจัดงานดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดดีขึ้น และส่งผลให้ช่วงครึ่งปีหลังตลาดยังน่าจะเติบโตเท่ากับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ประมาณ 10% เช่นเดียวกัน หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
ที่มา : ผู้จัดการรายวัน27 มิถุนายน 2549




Related topic:
Facebook comments:
Leave a Reply