สอนลูกให้รักการอ่าน

???????? เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2544 พบว่า คนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลาอ่านประมาณ 1.28-4.43 นาทีต่อ 1 วัน หลายคนแสดงทรรศนะว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะภาพผู้คนนับร้อยนับพันที่เบียดเสียดกันเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของหนังสือเล่มโปรดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นสิ่งที่น่าจะประกันความเป็นนักอ่านของคนไทยได้อย่างดีเยี่ยม แต่ความเป็นจริงก็คือ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีประชากรหลายสิบล้านคน ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่มีโอกาสได้อ่าน

การปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน จึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่ หรือ จะเรียกได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนของประเทศตน เพราะ หนังสือ คือ แหล่งความรู้ วิทยาการ และทักษะต่างๆทั้งในด้านวิชาการ สังคม และอื่นๆ สามารถบ่มเพาะความคิดของผู้นั้นต่อการมองโลกและชีวิตได้อย่างดี จนมีผู้กล่าวว่า หากผู้ใดรักการอ่านหนังสือ มักจะเป็นผู้รักการเรียนรู้ และการอ่านคือหนทางนำไปสู่ความสำเร็จทั้งชีวิต การงาน และ การศึกษาด้วยเช่นกัน

งานวิจัยหลายชิ้นในหลายปีที่ผ่านมาทำให้ประจักษ์ชัดว่า ความสำเร็จของเด็ก ๆ นั้นล้วนมาจากความกระตือรือร้นในการส่งเสริมของพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวแทบทั้งสิ้น ยิ่งได้รับทั้งแรงกระตุ้นในการช่วยเหลือทั้งการสอนการบ้าน การพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนเพื่อเชื่อมความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน ทั้งหมดล้วนเพิ่มความได้เปรียบของเด็กในสังคม

นอกเหนือจากการช่วยเหลือให้ลูกๆ ได้มีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยลูกๆในเรื่องการเรียนคือ การปลูกฝังการรักการอ่าน ซึ่งในระยะยาวส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในชีวิตต่อไป การอ่าน เปรียบเสมือน กุญแจอันสำคัญที่จะเปิดประตูสู่โลกกว้างแห่งความรู้ต่างๆให้กับเด็กให้เรียนรู้ หากขาดกุญแจสำคัญดอกนี้แล้วไซร้ ก็เหมือนเด็กถูกทอดทิ้งให้จมอยู่กับโคลนเลนของความโง่เขลารอวันถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่อยไป

สามารถกล่าวได้ว่าเด็กทารกเริ่มการเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ได้ยินเสียงพูดของพ่อแม่ ทุกครั้งที่พ่อแม่เปล่งเสียงพูดคุยกับเขา เสียงร้องเพลงให้เขาฟัง หรือตอบสนองต่อทุกเสียงที่ลูกทำ ทั้งหมดคือ การเรียนรู้ในเรื่องภาษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น โปรดระลึกถึงการเรียนรู้ที่จะพูดของเด็กที่เริ่มจากการพูดคุย การฟัง การอ่าน และการเขียน หรืออย่างที่ไทยๆมักพูดว่า สุ จิ ปุ ลิ นั่นเอง หลักการทั้งสี่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาในด้านภาษาให้กับเด็ก

พึงระลึกเสมอว่า พ่อแม่คือครูคนแรกและครูที่ดีที่สุดสำหรับลูก แม้ว่าพ่อแม่จะไม่ใช่นักอ่านตัวยง แต่พ่อแม่สามารถส่งเสริมนิสัยรักการอ่านนี้ให้กับลูกได้ด้วยความกระตือรือร้นในการส่งเสริมอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่เร็วได้ ยิ่งก่อนวัย 7 ขวบยิ่งส่งผลดีต่อเด็กมากเท่านั้น เพราะวัยนี้โสตประสาทแทบทุกส่วนหรือ สัมผัสทั้งห้าของเด็กไวต่อสิ่งเร้ามาก

ดังคำอธิบาย ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก อธิบายเรื่องการทำงานของสมองเด็กไว้อย่างน่าสนใจว่า “สมองต้องได้รับการเรียนรู้ ต้องได้รับรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติ ตั้งแต่แรกเกิด ทั้งในบ้าน ในชุมชน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน การเรียนรู้ต้องกระทำผ่านผัสสะทั้ง 5 กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน โดยเด็กจะเรียนรู้ผ่านทางรูปภาพและสี พ่อแม่มีหน้าที่ป้อนความรู้ให้เด็ก คนเราต้องรับผัสสะก่อนแล้วจึงไปสร้างความจำ”

?????? ขั้นตอนต่อไปนี้คือขั้นตอนในการสร้างนักอ่านหรือหนอนน้อยของพ่อแม่ โดยให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ของตนเอง หรือ แนวทางในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ต่อไป

  • พูดคุยและร่วมฟัง (Talk and listen).
  • ฟังเรื่องหรือนิทานซึ่งอ่านดังๆ (Listen to stories read aloud).
  • เป็นตัวอย่างในการอ่าน (Pretend to read).
  • เรียนรู้วิธีในการถือหนังสือ (Learn how to handle books).
  • เรียนรู้การพิมพ์และวิธีการทำงาน (Learn about print and how it works).
  • รับรู้ตัวอักษรทั้งการเรียกและรูปร่าง (Identify letters by name and shape).
  • รับรู้การแยกเสียงในภาษาพูด (Identify separate sounds in spoken language).
  • เขียนตัวอักษร (Write with scribbles and drawing).
  • เชื่อมตัวอักษรเข้ากับเสียงที่พูด (Connect single letters with the sounds they make).
  • เชื่อมสิ่งที่ได้รับรู้แล้วกับสิ่งที่ได้อ่าน (Connect what they already know to what they hear read).
  • คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนิทานและบทกวี (Predict what comes next in stories and poems).
  • เชื่อมชุดของคำกับเสียง (Connect combinations of letters with sounds).
  • รับรู้คำง่ายๆในการพิมพ์ (Recognize simple words in print.)
  • สรุปใจความจากนิทาน (Sum up what a story is about).
  • เขียนตัวอักษร (Write individual letters of the alphabet.)
  • เขียนคำ (Write words).
  • เขียนประโยคง่ายๆ (Write simple sentences.)
  • อ่านหนังสือง่ายๆ (Read simple books.)
  • เขียนเพื่อการสื่อสาร(Write to communicate.)

ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางกว้างๆ ในการเรียนรู้ของเด็กต่อเรื่องของภาษาซึ่งจะโยงไปสู่เรื่องของการสร้างนิสัยรักการอ่าน ในเด็กบางคนอาจมีขั้นตอนการเรียนรู้ที่ต่างไปบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และอาจใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ในคราวหน้าจะมีการพูดคุยถึงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทความนี้มุ่งหวังเพียงจุดประกายให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในรายละเอียด หรือการประยุกต์ใช้จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่เองในการสร้างสรรค์ต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับเด็กในต่างสิ่งแวดล้อม? บ่มเพาะให้เด็กมีความรักการอ่าน สำคัญกว่าการฝึกให้เด็กแค่อ่านหนังสือเป็น เนื่องจากหากเด็กมีลักษณะนิสัยในการรักการอ่านนั้น ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ เขาจะอ่านหนังสือเป็นโดยปริยาย และการอ่านเป็นของเด็กที่รักการอ่านจะมีคุณภาพมากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือเป็นโดยไม่ได้เกิดจากความรัก

ในบทความตอนนี้ต้องมาทำความเข้าใจในรายละเอียดของขั้นตอนที่กล่าวถึงเมื่อคราวที่แล้ว ที่ว่า การพูดคุยและการฟังลูกคุย

นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสมองพบว่า เด็กทารกนั้นเรียนรู้สิ่งรอบตัวที่มองเห็นและได้ยินมากกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คาดคิดเสีย.ก ดังนั้น ควรอย่างยิ่งที่เราผู้ใหญ่ต้องใช้ความหิวกระหายใคร่เรียนรู้ของเด็กให้เป็นประโยชน์

ภายหลังการเปลี่ยนผ่านย้ายที่อยู่ของเด็กทารกจากในครรภ์สู่โลกภายนอกครรภ์ เด็กเรียนรู้สรรพสิ่งรอบตัวทั้งเสียงพูด สีหน้า ท่าทาง และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นี่คือเหตุผลที่เราต้องพูดคุยกับเขา หรือร้องเพลง หรือยิ้ม หรือตอบสนองความรู้สึกกับเขา เพราะเขากำลังเรียนรู้ในสิ่งที่คุณพูด นั่นคือขั้นตอนแรกของการเป็นนักอ่านที่ดี เขากำลังสนใจภาษาแล้ว เขาก็จะรักภาษาในที่สุดเมื่อเขาเติบโตขึ้น ควรอย่างยิ่งที่ต้องพูดคุยกับเขาอย่างต่อเนื่อง ถามไถ่ถึงสิ่งที่เขาทำ หรือคิดจะทำ ถามถึงเหตุการณ์หรือบุคคลต่าง ๆ ที่โลดแล่นในเรื่องราวที่คุณอ่านพร้อมกับเขา แสดงออกให้เขาเห็นว่า คุณให้ความสนใจทุกคำพูดที่เขาพูดกับคุณ กระตุ้นให้เขาพูดคุยหรือฟังสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเขา พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าคุณเคารพคำพูดที่เขาพูด สิ่งที่เขาคิดไปพร้อมกันด้วย

?ร่วมอ่านด้วยกันแม่ลูก

ให้นำลูกนั่งตักแล้วอ่านหนังสือด้วยกันกับคุณ ณ จุดนี้ลูกจะเห็นความแตกต่างระหว่างการพูดคุยธรรมดา กับการอ่านหนังสือ ชี้ชวนให้ลูกดูรูปภาพ พร้อมคำบรรยาย เด็กจะจับความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรกับภาพได้ดีขึ้น เขาจะรู้สึกสนุกกับการอ่านภาพพร้อมตัวอักษรในเบื้องต้น

หากลูกยังเป็นทารก การอ่านออกเสียงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน พยายามหาเวลาที่เงียบสงบ เช่น เวลาก่อนนอนเป็นช่วงการอ่านประจำ ซึ่งเวลานี้เป็นเหมือนเวลาว่างที่ถ่ายโอนจากเวลาเล่นมาสู่เวลานอน ทำบรรยากาศสบาย ๆ ให้เด็กได้รับรู้ และมีความสุขปลอดภัยในไออุ่นจากแม่ด้วย จะเป็นการส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน เมื่อไรที่เด็กที่รู้สึกเหนื่อยล้า หรือหงุดหงิด ไม่สบายตัวในการร่วมอ่านด้วย ให้ระงับทันที

พยายามใช้เวลาในการอ่านประมาณ 30 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ในเบื้องต้นควรเริ่มเพียงไม่กี่นาที และหลาย ๆ ครั้งต่อวัน จนพัฒนาเป็นเวลาประจำเพียงหนึ่งครั้งในท้ายที่สุด พยายามทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เมื่อไรที่มีเหตุจำเป็นต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไป ควรรีบกลับมาใช้เวลาร่วมกันดังเดิม ทั้งนี้ช่วงเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังควรเป็นช่วงที่มีความสุขทั้งแม่และลูก

?เรื่องราวมันเป็นอย่างไรจ๊ะ
ขณะที่อ่านร่วมกับลูก ควรถามไถ่ความเห็นของลูกต่อเรื่องราวต่าง ๆ ที่คุณได้อ่านในกรณีที่ลูกของคุณสามารถสื่อสารได้บ้าง เช่น ในรูปนี้หนูอยู่ตรงไหนจ๊ะ แล้วชี้ชวนให้เขาชี้ หรือลองทายซิ เรื่องจะจบลงอย่างไร หนูคิดว่าเรื่องนี้สนุกไหม … ทั้งหมดก็เพื่อการสร้างบรรยากาศ และสร้างวิธีที่ถูกต้องในการอ่านหนังสือ ที่มิใช่เพียงแค่อ่านผ่าน ๆ ให้จบ แต่ควรจะเก็บข้อคิดหรือกระตุ้นการคิดให้กับเด็กด้วย

การเลือกหนังสือ

เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ควรจะเลือกให้เหมาะกับวัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สามารถข้อคำแนะนำได้จากบรรณรักษ์ในห้องสมุด
เมื่อเด็กยังเป็นวัยทารกอยู่ ควรแนะนำหนังสือให้ลูก ๆ ได้สัมผัสเองในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือปกแข็ง หนังสือผ้าที่สามารถซักได้ หนังสือที่มีตุ๊กตาอยู่ภายในที่สามารถกระเด้งออกมาได้เมื่อเปิด หรือหนังสือที่มีเสียงพูดเสียงร้องที่ผู้จัดทำมักบรรจุกล่องเสียงเล็ก ๆ อยู่ภายใน หนังสือที่ควรเลือกให้กับลูกควรเป็นเล่มใหญ่พอสมควรที่ลูกจะไม่สามารถเอาเข้าปากได้ โดยมีเนื้อหาภายในที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เขาได้สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่าหงุดหงิดหรือโกรธเด็ก หากในวันแรก ๆ เขาโยนหนังสือทิ้ง หรือขว้างปา หรือฉีกหนังสือ ให้อดทนต่อปฏิกิริยาของเขาต่อหนังสือ

เขาเพียงต้องการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้เท่านั้น ให้ชี้ชวนให้ดูรูปภาพภายในพร้อมแสดงออกให้รู้สึกกระตือรือร้นหรือสนใจอย่างมากต่อสิ่งที่คุณนำเสนอ ไม่นานก็จะเรียนรู้วิธีใช้ประโยชน์จากมัน แล้วเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาหน่อย ราวสัก 3 ถึง 4 ขวบ เขาจะเป็นคนเลือกหนังสือให้คุณอ่านให้เขาฟังเองต่อเมื่อวัยอนุบาล หนังสือที่ควรอ่านให้ลูกฟังควรมีความยาวมากขึ้นหรือมีจำนวนคำมากขึ้น ทั้งนี้คำที่ใช้ในหนังสือควรมีคำซ้ำเพื่อให้จดจำได้ง่าย หรือคำคล้องจองเพื่อความสนุกสนาน จนเมื่อเริ่มวัยประถม 1 หนังสือที่เลือกอ่านควรมีความสนุกสนานของเนื้อหา การเล่นคำ มากกว่าหนังสือเชิงสารคดี

พึงระลึกเสมอว่า วัยเด็กเล็กมักสนใจในเรื่องของผู้คน สถานที่ต่าง ๆ หรือสิ่งที่เคยได้รับรู้มาบ้างแล้วที่ใกล้ตัวนั่นเอง เช่น เรื่องเกี่ยวกับจังหวัดที่เขาอาศัยอยู่ บ้านที่เขาอยู่ ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่ว่าการทำบุญตักบาตร การเล่นสงกรานต์ การไหว้หรือทักทายผู้คน การแต่งตัว วันหยุด หรือเด็กบางคนสนใจเรื่องไดโนเสาร์ก็ควรเลือกในสิ่งที่เขาสนใจ

แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณสนใจอ่าน

การเป็นต้นแบบความรักการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้แสดงบทบาทนี้ก็คือคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง วิธีการก็คือ คุณแม่นำหนังสือที่ตนเองชอบโดยเลือกมาจากร้านหนังสือ หรือห้องสมุด นำมาอ่านร่วมกันกับลูก โดยให้ลูก ๆ อ่านหนังสือของเขาข้าง ๆ คุณ คุณอาจรู้สึกไม่สะดวกในการอ่านหนังสือของตัวเอง แต่นั่นแหละคือการปลูกฝังทัศนคติในการรักการอ่าน เพราะเมื่อเขาเห็นว่าหนังสือสำคัญต่อคุณ เขาก็คิดว่าหนังสือสำคัญต่อเขาเช่นกัน

เรียนรู้อักษรที่พิมพ์

การอ่านหนังสือโดยออกเสียง และชี้ไปด้วย ก็คือการประสานของอวัยวะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เด็กจะจับความสัมพันธ์ระหว่างภาพตรงหน้าพร้อมเสียงที่ได้ยิน และอักษรที่ปรากฏ ทำให้เขาเข้าใจความหมายโดยนัยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ประมาณ 4 ขวบ เด็กเรียนรู้คำที่พิมพ์ในหนังสือนั้นมีความหมาย และประมาณ 5 ขวบ เด็กสามารถแยกแยะตัวอักษรได้ดีขึ้น ทราบว่าตัวอักษรนั้นเรียงจากซ้ายไปชวา ในภาษาอังกฤษมีตัวพิมพ์ใหญ่ตัวพิมพ์เล็กด้วย และประมาณ ประถม 1 เขาจะมีความกระตือรือร้นที่อ่านหนังสือเอง ควรปล่อยให้เขาทำ อย่าบังคับ เพราะการอ่านเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเด็กที่สามารถทำอะไรได้เหมือนผู้ใหญ่ ต้องตระหนักว่า ต้องเป็นความต้องการของเขาเอง

หนังสือทำงานอย่างไร

เด็กเรียนรู้การถือหนังสืออ่าน การวางท่าเพื่ออ่านหนังสือจากพ่อแม่ แต่อาจไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ต้นแบบจึงสำคัญ และนับเป็นสัญญาณที่ดีที่เด็กเรียนรู้ที่จะรับเอาอุปกรณ์สิ่งหนึ่งเข้ามาในชีวิตของเขา นั่นคือ หนังสือ ทั้ง ๆ ที่ก่อนสามขวบเขาจะไม่เห็นความสำคัญของมันนัก อาจจะฉีก ขว้างทิ้ง หรือไม่สนใจก็ตาม แต่หลังสามขวบเขาก็จะรู้ว่า หนังสือมีไว้เพื่ออ่าน เขาเรียนรู้ว่า หนังสือ มีส่วนประกอบคือ ปกหน้า ปกหลัง มีจุดเริ่มต้น มีจุดสิ้นสุด มีหน้าต่าง ๆ ในแต่ละหน้ามี ส่วนต้น ซึ่งอาจมีเลขหน้า หรือส่วนท้ายที่อาจมีชื่อเรื่อง การเปิดพลิกแต่ละหน้าคือการดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ และหนังสือก็เริ่มจากซ้ายไปขวา ประมาณ 4- 5 ขวบ เด็กจะเรียนรู้ส่วนประกอบของหนังสือได้อย่างดี การอ่านข้อความบนปกหนังสือพึงกระทำ อย่างน้อยเพื่อให้เขาคาดการณ์เนื้อหาหรือภาพต่าง ๆ ที่บรรจุภายใน การชี้ชวนให้สนใจส่วนประกอบก็เป็นเรื่องดีที่ให้เด็กช่างสังเกต อย่างน้อยก็รู้ว่า สิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปบ้างเมื่อพลิกไปในแต่ละหน้าของหนังสือ เช่น เลขหน้า ความลึกลับซับซ้อนของวัตถุสิ่งนี้ก็ได้ถูกค้นพบแล้วด้วยตัวเด็กเอง

ความพยายามเบื้องต้นในการเขียน

การเขียนเป็นพัฒนาการที่ส่งต่อมาจากการอ่าน เมื่อเรียนรู้การอ่านก็ควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้การเขียนไปพร้อมกันด้วย ในวัยสองขวบ ควรอย่างยิ่งที่จะให้เด็กหัดใช้สีเทียนเพื่อขีดเขียนลงบนกระดาษ อย่างน้อยก็เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมือ และเรียนรู้เรื่องสีต่าง ๆ ที่ใช้ เขาจะสนุกสนานมาก และเมื่อเขาเรียนรู้การอ่านระยะหนึ่ง เขาจะมีความกระตือรือร้นที่จะเขียนไปด้วย?? เมื่อเริ่มต้นการหัดเขียนก็เริ่มด้วยตัวอักษรง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อเลียนแบบอักษรในหนังสือที่เขาอ่าน หรือการวาดภาพสิ่งที่เห็นในหนังสือ ไม่ต้องสนใจความถูกผิด สมบูรณ์ของภาพ หรือตัวอักษร เมื่อวัยเข้าเรียน เขาจะเรียนรู้ความถูกผิดเองของการสะกดคำ อย่างน้อยสิ่งนี้เป็นสิ่งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของเขาในรูปของภาพวาด หรือ ตัวอักษร เขาจะเรียนรู้ว่า การเขียนคือสิ่งที่มาคู่กับการอ่าน

การอ่านภาษาอื่น

กรณีที่ต้องการส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาจีน หรือภาษาอื่นใดที่นอกเหนือจากภาษาแม่ ก็ให้ดำเนินการเหมือนอย่างที่ได้พูดถึงข้างต้น ทั้งในเรื่องของการพูดคุย การอ่าน และการเขียน ในตอนท้าย เด็กจะสามารถแยกแยะได้เอง และสามารพูดสลับไปมาได้อย่างแคล่วคล่อง หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง

อย่าลืม ข้อแนะนำเบื้องต้นที่ว่า ความรักการอ่านสำคัญมากกว่าการอ่านหนังสือเป็นโดยไม่รัก ดังนั้นทุกกิจกรรมควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนเป็นเนื้อเดียวของชีวิตประจำวัน

“บ่มเพาะให้เด็กมีความรักการอ่าน สำคัญกว่าการฝึกให้เด็กแค่อ่านหนังสือเป็น เนื่องจากหากเด็กมีลักษณะนิสัยในการรักการอ่านนั้น ผลพลอยได้ที่ตามมาคือ เขาจะอ่านหนังสือเป็นโดยปริยาย และการอ่านเป็นของเด็กที่รักการอ่านจะมีคุณภาพมากกว่าเด็กที่อ่านหนังสือเป็นโดยไม่ได้เกิดจากความรัก”

?บทความดีๆเกี่ยวกับการอ่าน คัดลอกมาจาก www.prachathai.com